top of page

ทำไม? ต้อง Smart AI CCTV

อัปเดตเมื่อ 19 มี.ค.

ในปัจจุบัน ระบบรักษาความปลอดภัยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการความเสี่ยง ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและระดับองค์กร อย่างไรก็ตาม ระบบโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) แบบดั้งเดิมมักประสบปัญหาข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเกิดสัญญาณเตือนที่ผิดพลาด (False Alarms) ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยแวดล้อมที่ไม่ใช่ภัยคุกคามจริง เช่น การเคลื่อนไหวของสัตว์ สภาพอากาศ หรือการเปลี่ยนแปลงของแสง ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเกิดความเพิกเฉยต่อความผิดปกติ และทำให้การเฝ้าระวังขาดความรัดกุม


การบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และขั้นตอนวิธีเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning Algorithm) เช่น เทคโนโลยี AcuSense และโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ (Large-Scale AI Models) ได้เข้ามาพลิกโฉมระบบรักษาความปลอดภัย จากเดิมที่เป็นเพียงอุปกรณ์บันทึกภาพเชิงรับ ให้กลายเป็นระบบวิเคราะห์และคัดกรองภัยคุกคามเชิงรุก (Proactive Security) บทความนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอให้เห็นถึงศักยภาพและบริบทใหม่ของการใช้ AI Security CCTV ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในยุคดิจิทัล


Larger AI Smarter Security Product Of HIKvision







AcuSeek ระบบสามารถระบุวัตถุจากลักษณะเฉพาะ (เช่น รถสีขาว) หรือพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกับสิ่งอื่น (เช่น คนกำลังจูงสุนัข) โดยวิเคราะห์จากภาพวิดีโอและเงื่อนไขที่ผู้ใช้งานกำหนด เช่น ช่วงเวลาและสถานที่


AcuSearch จากนั้นระบบจะระบุตำแหน่งของวัตถุเป้าหมาย (เช่น รถเก๋งสีขาวที่ได้จากผลการค้นหาของ AcuSeek) จากทุกมุมกล้อง พร้อมสร้างไทม์ไลน์แสดงลำดับเวลาที่วัตถุนั้นปรากฏ และดึงภาพวิดีโอที่เกี่ยวข้องมาให้คุณตรวจสอบเพิ่มเติมได้อย่างสะดวก








Speed & Efficiency : ลดเวลาค้นหาได้ถึง 90%: ค้นหาบุคคล ยานพาหนะ หรือเหตุการณ์ที่ต้องการได้ทันทีด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง ไม่ต้องเสียเวลานั่งกรอวิดีโอหลายชั่วโมงอีกต่อไป (ประหยัดเวลา)


Focus on Workplace Safety : ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดสำหรับโรงงานและพื้นที่อุตสาหกรรม: ระบบแจ้งเตือนบุคคลเมื่อเข้าสู่พื้นที่อันตราย (โซนรถโฟล์คลิฟต์) ของเรา ช่วยลดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ







การทำงานร่วมกันของเทคโนโลยี การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing - NLP), สถาปัตยกรรมคลาวด์ (Cloud Architecture) และ ระบบดึงข้อมูลประสิทธิภาพสูง (Information Retrieval)

โครงสร้าง" (Structured Data Query) โดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนทางเทคนิคดังนี้

1. การรับข้อมูลขาเข้า (Natural Language Input Ingestion)

  • กระบวนการ: ผู้ใช้ป้อนคำสั่งในรูปแบบข้อความอิสระ (Free-text) ซึ่งในทางคอมพิวเตอร์ถือเป็นข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data)


  • ความท้าทาย: ระบบคอมพิวเตอร์และฐานข้อมูลทั่วไปไม่สามารถนำประโยคภาษามนุษย์ไปค้นหาในฐานข้อมูลวิดีโอได้โดยตรง จึงต้องส่งผ่านไปให้ AI Agent ทำการวิเคราะห์ก่อน



2. กระบวนการทำความเข้าใจภาษาและสกัดข้อมูล (AI Agent: NLU & Entity Extraction)

ขั้นตอนนี้ใช้เทคโนโลยี Natural Language Understanding (NLU) ซึ่งเป็นสาขาย่อยของ NLP เข้ามาจัดการ

  • Extract Info (การสกัดข้อมูล): โมเดล AI จะทำการวิเคราะห์ประโยค (Parsing) และใช้เทคนิค Named Entity Recognition (NER) เพื่อระบุและสกัดคำสำคัญ (Keywords) ออกมาเป็นหมวดหมู่ (Entities) ตามที่ระบบกำหนดไว้ ได้แก่:

    • Temporal Data: ข้อมูลเวลา (Time)

    • Spatial Data: ข้อมูลเชิงพื้นที่และจุดเฝ้าระวัง (Location and Monitoring Point)

    • Object Class: ประเภทของวัตถุ (Object)

    • Features/Attributes: คุณลักษณะเฉพาะของบุคคลหรือยานพาหนะ (Person or Vehicle Attribute)


  • Data Structurization (การจัดโครงสร้างข้อมูล): ข้อมูลที่ถูกสกัดออกมาจะถูกนำมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบ "ข้อมูลที่มีโครงสร้าง" (Structured Data) เช่น รูปแบบ JSON หรือ Boolean Query (AND, OR, NOT) เพื่อเตรียมส่งไปประมวลผลต่อในฐานข้อมูล



3. ระบบค้นหาและการดึงข้อมูล (Cloud Service: Execution & Elasticsearch)

  • Search Indexes & Metadata: สิ่งสำคัญคือ ระบบไม่ได้เอาข้อความไปค้นหาในไฟล์วิดีโอโดยตรง แต่ระบบกล้องวงจรปิด (หรือ Edge AI) จะมีการสกัด Metadata (เช่น มีคนเดินผ่านกล้องตัวที่ 1 เวลา 10.00 น. ใส่เสื้อสีแดง) แล้วส่งข้อมูล Metadata เหล่านี้ไปทำดัชนี (Indexing) เก็บไว้บนคลาวด์ล่วงหน้า


  • Elasticsearch: เป็นระบบ Search Engine แบบกระจายศูนย์ (Distributed Search Engine) ที่ออกแบบมาเพื่อการค้นหาข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว (Near Real-time) เมื่อ Cloud Service ได้รับ Query ที่จัดโครงสร้างแล้วจาก AI Agent ระบบจะนำไปสืบค้น (Execute Search) ใน Elasticsearch โดยใช้เทคนิคการจับคู่เงื่อนไข (Matching) กับดัชนีข้อมูล (Inverted Index) เพื่อหา "ช่วงเวลาและกล้องที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น"



4. การเข้าถึงไฟล์วิดีโอเป้าหมาย (Video Localization via NVR)

  • Locate relevant video: เมื่อ Elasticsearch ประมวลผลเสร็จสิ้น ระบบจะได้ผลลัพธ์เป็น "ตัวชี้วัด" (Pointers) เช่น [Camera_ID: 05, Time_Start: 10:05:00, Time_End: 10:05:30]


  • NVR (Network Video Recorder): ระบบคลาวด์จะส่งคำสั่งขอเรียกดูวิดีโอพร้อมพารามิเตอร์ (ID กล้องและช่วงเวลา) กลับไปที่เครื่อง NVR


  • วิธีนี้เป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมแบบกระจายโหลด (Decoupled Architecture) โดยคลาวด์ทำหน้าที่ประมวลผลเชิงตรรกะและค้นหา (Control Plane) ส่วน NVR ทำหน้าที่เก็บและสตรีมไฟล์วิดีโอขนาดใหญ่ (Data Plane) ทำให้ระบบทำงานได้รวดเร็วและประหยัดแบนด์วิดท์ของเครือข่ายเครือข่ายครับ




กล้องอัจฉริยะ Hikvision AcuSense เป็นผลิตภัณฑ์ดาวเด่น (Star Product) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัย โดยมีจุดเด่นและเทคโนโลยีที่น่าสนใจดังนี้

1. ความแม่นยำสูง บอกลาปัญหาการแจ้งเตือนหลอก (Highly Accurate Detection) ด้วยขุมพลังอัลกอริทึม Deep Learning ที่ผ่านการฝึกฝนในห้องปฏิบัติการ กล้องจึงมีความสามารถในการแยกแยะเป้าหมายหลัก ได้แก่ "มนุษย์" และ "ยานพาหนะ" ออกจากวัตถุอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน ทำให้ระบบจะไม่ถูกหลอกจากการบุกรุกโดยบังเอิญของสัตว์เลี้ยงในละแวกบ้าน หรือสิ่งรบกวนอื่นๆ ช่วยให้กล้องสามารถตรวจจับอันตรายที่แท้จริงได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน


2. แจ้งเตือนและขับไล่ผู้บุกรุกแบบเรียลไทม์ (Real-Time Active Deterrence) ทันทีที่มีมนุษย์หรือยานพาหนะรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ที่กำหนดไว้ ระบบจะมีการตอบสนองดังนี้


ขับไล่ทันที: กล้องจะส่งเสียงเตือนและเปล่งแสงไฟกะพริบเพื่อขับไล่ผู้บุกรุกในทันที

รายงานผลฉับไว: ระบบจะจับภาพนิ่ง (Snapshot) ของเหตุการณ์ ณ ขณะนั้น และส่งการแจ้งเตือนตรงไปยังศูนย์ควบคุมหรือแอปพลิเคชันบนมือถือ เพื่อให้ผู้ที่รับผิดชอบสามารถเข้าใจและจัดการสถานการณ์หน้างานได้ทันท่วงที


3. จัดระเบียบวิดีโออัจฉริยะ ค้นหาไว ลดต้นทุนแรงงาน (Smart Sorting & Quick Retrieval) นอกเหนือจากประสิทธิภาพแบบเรียลไทม์แล้ว กล้องยังสามารถจัดหมวดหมู่ภาพวิดีโอที่บันทึกไว้ตามประเภทของเป้าหมาย (คน หรือ รถ) ฟีเจอร์นี้ช่วยให้การสืบค้นข้อมูลจากคลังวิดีโอ (Archive) ย้อนหลังทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ช่วยประหยัดเวลาและ "ลดต้นทุนด้านแรงงาน" ของเจ้าหน้าที่ลงได้อย่างมหาศาล


4. เหมาะสำหรับพื้นที่หลากหลายรูปแบบ (Wide Range of Applications) ด้วยความฉลาดที่กล่าวมา กล้องรุ่นนี้จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับความปลอดภัยได้อย่างสมบูรณ์แบบในหลากหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ร้านค้าปลีก, บ้านพักตากอากาศ (Villas), แนวพรมแดน, พื้นที่ริมฝั่งน้ำ, จุดเสี่ยงในสถานที่ท่องเที่ยว ไปจนถึงไซต์งานก่อสร้าง







ค้นหาบุคคลและยานพาหนะได้อย่างรวดเร็ว! ด้วยการระบุข้อความ รูปภาพ หรือคุณลักษณะเฉพาะ กรองผลลัพธ์ตามเวลาและสถานที่เพื่อความแม่นยำตรงจุด พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการทำงานด้วยระบบจัดการข้อมูลที่ชาญฉลาด มาเปลี่ยนการค้นหาข้อมูลให้เป็นเรื่องง่ายและราบรื่นไปพร้อมกัน!






วิดีโอสาธิตนี้แสดงศักยภาพของระบบ AcuSearch ในสถานการณ์จำลองการติดตามสิ่งของที่สูญหายจากชั้นวาง โดยมีกระบวนการทำงานที่รวดเร็วและแม่นยำ

  • การกำหนดพื้นที่เป้าหมาย (Region of Interest - ROI): ผู้ใช้งานสามารถวาดเส้นหรือตีกรอบบนหน้าจอวิดีโอ เพื่อระบุขอบเขตพื้นที่เฉพาะเจาะจงบริเวณที่สิ่งของนั้นเคยวางอยู่


  • การประมวลผลและคัดกรองอัจฉริยะ: ทันทีที่กำหนดพื้นที่ ระบบจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากภาพบันทึกวิดีโอ และดึงข้อมูลเฉพาะช่วงเวลาที่มีการเคลื่อนไหวของบุคคล หรือมีกิจกรรมเกิดขึ้นในบริเวณที่กำหนดไว้ขึ้นมาแสดงผลโดยอัตโนมัติ


  • ผลลัพธ์ที่ได้: เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถตรวจสอบเหตุการณ์ย้อนหลัง และระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว โดยตัดปัญหาการเสียเวลาตรวจสอบภาพบันทึกวิดีโอความยาวหลายชั่วโมง







สรุปจุดเด่นของระบบบันทึกภาพ AcuSense Turbo HD DVR ที่นำเทคโนโลยี AI (Deep Learning) มาแก้ปัญหาระบบกล้องวงจรปิดแบบเก่าที่มักตรวจจับทุกการเคลื่อนไหวจนเกิดการแจ้งเตือนผิดพลาดบ่อยครั้ง

  • แยกแยะเป้าหมาย (Target Classification): วิเคราะห์และแยกแยะได้ว่าวัตถุที่เคลื่อนไหวอยู่คือ มนุษย์ ยานพาหนะ หรือแค่สิ่งแวดล้อมทั่วไป


  • ลดการแจ้งเตือนผิดพลาด (False Alarm Reduction): แจ้งเตือนเฉพาะเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคนและรถ ช่วยลดการเตือนมั่วซั่วจากใบไม้หรือสัตว์


  • ค้นหาเป้าหมายรวดเร็ว (Quick Target Search): สามารถสืบค้นไฟล์วิดีโอย้อนหลังแบบเจาะจงหาเฉพาะคนหรือรถได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องดูวิดีโอตั้งแต่ต้นจนจบ







การเปรียบเทียบระบบลดการแจ้งเตือนผิดพลาด (False Alarm Reduction)

  • ระบบป้องกันภัยแบบดั้งเดิม (Conventional Perimeter Protection - ฝั่งซ้าย): ระบบทำงานบนพื้นฐานของการตรวจจับการเคลื่อนไหวทุกประเภท เมื่อเครื่องบันทึกภาพ (DVR) ได้รับสัญญาณ จะทำการ ทริกเกอร์การแจ้งเตือน (Alarm Triggered) ในทุกเหตุการณ์ ไม่ว่าการเคลื่อนไหวนั้นจะเกิดจาก มนุษย์ ยานพาหนะ หรือสิ่งรบกวนทางสภาพแวดล้อม (เช่น แสงไฟ, ฝน, นก, ใบไม้) ส่งผลให้เกิดการแจ้งเตือนที่ผิดพลาด (False Alarms) จำนวนมหาศาลซึ่งระบบไม่สามารถคัดกรองออกได้


  • ระบบป้องกันภัยด้วยเทคโนโลยี Deep Learning (AcuSense DVR - ฝั่งขวา): ระบบได้รับการพัฒนาให้สามารถจำแนกประเภทของวัตถุที่เคลื่อนไหวได้ เมื่อเครื่องบันทึกภาพ (AcuSense DVR) ได้รับสัญญาณ จะทำการประมวลผลและแบ่งแยกการแจ้งเตือนออกเป็น 2 กรณี:

    1. ไม่แจ้งเตือน (Alarm Not Triggered): ระบบจะละเว้นและคัดกรองสิ่งรบกวนที่ไม่เป็นภัยคุกคามออกไป เช่น นก, ใบไม้, ฝน และการเปลี่ยนแปลงของแสงไฟ

    2. แจ้งเตือน (Alarm Triggered): ระบบจะส่งสัญญาณเตือนเฉพาะเมื่อตรวจพบเป้าหมายที่มีนัยสำคัญทางความปลอดภัย ได้แก่ มนุษย์ (Human) และยานพาหนะ (Vehicle) เท่านั้น


ข้อสรุป: เทคโนโลยี Deep Learning ในระบบ AcuSense ช่วยแก้ไขปัญหาผลบวกลวง (False Positives) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถมุ่งเน้นไปที่ภัยคุกคามจริง โดยไม่ต้องสูญเสียเวลาและทรัพยากรไปกับการตรวจสอบการแจ้งเตือนที่ผิดพลาด







การยกระดับความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ณ โครงการ Copperleaf Golf Estate ประเทศแอฟริกาใต้ โครงการชุมชนแบบปิดและสนามกอล์ฟ Copperleaf ได้เลือกใช้โซลูชันการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงที่ขับเคลื่อนด้วย AI จาก Hikvision (ดำเนินการติดตั้งโดย ITS Systems)






Hikvision ภูมิใจนำเสนอ 4 เทคโนโลยีระดับล้ำสมัย ได้แก่ ColorVu 3.0, AcuSense 3.0, Audio 2.0 และ Motorization 2.0 ซึ่งถูกนำมาผสานรวมเข้ากับกล้องวงจรปิดรักษาความปลอดภัยรุ่นใหม่ EasyIP 4.0 Plus อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อยกระดับความเป็นมืออาชีพให้เหนือชั้นไปอีกขั้น






การอัปเกรดอัลกอริทึมในระบบ AcuSense 3.0 เพื่อลดอัตราผลบวกลวง (False Alarm Rate)

  • การแก้ไขข้อจำกัดเดิม: อัลกอริทึมใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับสิ่งเร้าทางสภาพแวดล้อมที่มักทำให้เกิดผลบวกลวง ได้แก่:

    • แมลงขนาดเล็ก (Little bugs)

    • สภาพอากาศ เช่น ฝนตก (Rain)

    • การเปลี่ยนแปลงของแสงไฟ (Lighting)


  • การอัปเกรดอัลกอริทึมแบบคู่ (Double Algorithm Upgrades): ระบบได้ผสานการทำงานของอัลกอริทึมป้องกันภัยบริเวณรอบแนวเขต (Perimeter Protection) ร่วมกับระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวเวอร์ชัน 3.0 (Motion Detection 3.0)



  • ผลลัพธ์ทางเทคนิค: การทำงานร่วมกันของทั้งสองระบบช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแยกแยะแสงไฟที่สาดส่องกระทบรถยนต์ที่จอดนิ่งในเวลากลางคืน ซึ่งส่งผลให้กล้องวงจรปิดซีรีส์ Pro มีความเสถียรและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น







สรุปเทคโนโลยี AcuSense และ ColorVu ในระบบ Turbo HD

เทคโนโลยี AcuSense (ระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อการวิเคราะห์เนื้อหา)

คำอธิบาย: เป็นเทคโนโลยีที่ประมวลผลผ่านสถาปัตยกรรม GPU และอัลกอริทึม Deep Learning เพื่อเพิ่มความแม่นยำในระบบวิเคราะห์เนื้อหาวิดีโอ (Video Content Analysis - VCA) โดยมีขีดความสามารถหลักในการจำแนกประเภทเป้าหมาย (Target Classification) ได้อย่างแม่นยำ ว่าเป็นมนุษย์ ยานพาหนะ หรือวัตถุอื่นๆ


เทคโนโลยี ColorVu (ระบบประมวลผลภาพสีตลอด 24 ชั่วโมง)

คำอธิบาย: นวัตกรรมการบันทึกภาพที่ช่วยให้กล้องสามารถแสดงผลเป็นภาพสี (Chromatic Imaging) ได้แม้ในสภาพแวดล้อมที่มืดมิด โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง ได้แก่ เลนส์รูรับแสงขนาดใหญ่ (Large Aperture), เซ็นเซอร์รับภาพขั้นสูง (Advanced Sensor) และระบบไฟส่องสว่างเสริมที่ปลอดภัยต่อดวงตา (Friendly Lighting)


การเปรียบเทียบประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ (Visual Comparison) ภาพด้านขวาแสดงผลการทดสอบเปรียบเทียบระหว่างกล้อง 3 ประเภท (กล้อง 1080p ทั่วไป, กล้อง Ultra-low-light และ กล้อง ColorVu) แบ่งเป็น 2 สถานการณ์:

  • สภาวะไม่มีไฟส่องสว่างเสริม (Without supplemental light): กล้อง ColorVu สามารถรักษารายละเอียดและสีสันของภาพในเวลากลางคืนได้อย่างชัดเจน ในขณะที่กล้องประเภทอื่นให้ภาพที่มืดและสูญเสียรายละเอียด

  • สภาวะมีไฟส่องสว่างเสริม (With supplemental light): ในพื้นที่ปิดที่แสงน้อย กล้องทั่วไปจะปรับการแสดงผลเป็นโหมดอินฟราเรด (ภาพขาวดำ) แต่กล้อง ColorVu ยังคงความสามารถในการบันทึกภาพสีได้อย่างสมบูรณ์



ชุดเซท Hikvision AcuSense แนะนำจาก 1AN Thailand



สเปกชุดเริ่มต้น (Entry-Level Project)


จุดเด่น: เน้นความคุ้มค่า ได้เทคโนโลยี AI AcuSense คัดกรองคนและรถเพื่อลดการแจ้งเตือนหลอก มีอินฟราเรด (IR) ถ่ายภาพกลางคืนได้ชัดเจน เหมาะสำหรับพื้นที่ทั่วไปในโรงงานหรืออาคาร


เครื่องบันทึก (NVR):

รุ่น DS-7600NXI-I2/VPro


สเปก: รองรับกล้องสูงสุด 16 ช่อง, ใส่ฮาร์ดดิสก์ได้สูงสุด 4 ลูก (ความจุลูกละไม่เกิน 20TB)

ความสามารถ: ขับเคลื่อนด้วยสมองกล Guanlan Large-Scale AI รองรับระบบค้นหาอัจฉริยะ (AcuSeek) เต็มรูปแบบทุกช่องสัญญาณเมื่อใช้คู่กับกล้อง AcuSense


กล้อง AI (เลือกจัดเข้าชุดได้ 3 รูปแบบทรงกล้อง):


DS-2CD30x6G2-IS: กล้องทรงกระบอก (Bullet) ขนาดมาตรฐาน ทนแดดทนฝน (IP67) มาพร้อมระบบ AcuSense, Face Capture และอินฟราเรดไกล 40 เมตร


DS-2CD31x6G2-IS(U): กล้องทรงโดม (Dome) เหมาะสำหรับติดฝ้าเพดาน ทนทานต่อการทุบทำลาย (IK10) มี AcuSense, อินฟราเรด 40 เมตร และรุ่นรหัส U จะมีไมค์ในตัว


DS-2CD33x6G2-IS(U): กล้องทรงกลมแบน (Turret) หน้าเลนส์ไม่สะท้อนแสงกระจก มี AcuSense, อินฟราเรด 40 เมตร และรุ่นรหัส U จะมีไมค์ในตัว



สเปกชุดระดับกลาง (Mid-Range Project)


จุดเด่น: ยกระดับความปลอดภัยด้วยฟังก์ชัน Live Guard (กล้องสามารถเปิดไฟกะพริบเตือนและส่งเสียงร้องไล่ผู้บุกรุกได้ทันที) พร้อมเทคโนโลยี Smart Hybrid Light ที่ให้ภาพสีในเวลากลางคืนเมื่อตรวจพบคนหรือรถ เหมาะสำหรับจุดเสี่ยงหรือรั้วโรงงานที่ต้องการป้องกันเหตุทันที


เครื่องบันทึก (NVR):

รุ่น DS-7700NXI-I4/VPro


สเปก: ขยายการรองรับกล้องสูงสุดเป็น 32 ช่อง, ใส่ฮาร์ดดิสก์ได้สูงสุด 4 ลูก

ความสามารถ: ใช้ชิป AI Guanlan รองรับ AcuSeek เต็มรูปแบบ ช่วยให้ค้นหาเป้าหมายด้วยข้อความ (Search by Text) ได้อย่างแม่นยำ



กล้อง AI รุ่นอัปเกรด (เลือกจัดเข้าชุดได้ 3 รูปแบบ):


DS-2CD3Tx7G3-LISU/SL(Y): กล้องทรงกระบอกตัวใหญ่ (Big Bullet) มาพร้อม AcuSense, Smart Hybrid Light ไกล 60 เมตร และจุดเด่นรหัส /SL คือมีระบบ Live Guard (ลำโพงและไฟกะพริบไล่โจร)


DS-2CD33x7G3-LISU/SL(Y): กล้องทรง Turret สเปกคล้ายตัวบน เหมาะสำหรับติดใต้ชายคา มี Smart Hybrid Light 40 เมตร และมีระบบ Live Guard พร้อมลำโพงและไมค์ในตัว


DS-2CD36x7G3(T)-LIZSU(\SL)(Y): กล้องทรงกระบอกรุ่นท็อปในซีรีส์ ที่ได้เลนส์แบบ Motorized (ปรับซูมเข้าออกผ่านแอปได้) ระยะ 2.7-13.5 mm, มี Smart Hybrid Light 60 เมตร และรองรับฟังก์ชัน Live Guard เช่นกัน



Q & A ถามตอบเกี่ยวกับ Hikvision Acusense Series


Q1: การใช้ NVR with AcuSense ร่วมกับ "กล้องธรรมดา" (Ordinary Cameras)


A :  เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ความคุ้มค่าสูงสุด (Cost-effective) โดยสามารถใช้กล้องเดิมที่มีอยู่แล้วนำมาอัปเกรดให้ฉลาดขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรื้อระบบใหม่


Motion Detection 2.0 (ค้นหาคน/รถย้อนหลัง): รองรับ ครบทุกช่องสัญญาณ (All-channel)

ฟังก์ชัน VCA (ตีเส้น/ตีกรอบเพื่อแจ้งเตือนบุกรุก): ทำได้สูงสุด 4 ช่องสัญญาณ (4-channel VCA Detections)


ระบบจดจำใบหน้า (Face Recognition): ทำได้สูงสุด 1 ช่องสัญญาณ (1-channel face capture and comparison by the NVR)


ข้อจำกัด: ภาระการประมวลผลทั้งหมดตกอยู่ที่ NVR เครื่องเดียว ทำให้ตั้งค่าระบบเฝ้าระวังขั้นสูง (VCA และ สแกนใบหน้า) ได้ในจำนวนกล้องที่จำกัด



Q2: การใช้ NVR with AcuSense ร่วมกับ "กล้อง AI" (Network Cameras with AcuSense)


A:  เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ความครอบคลุมและยืดหยุ่นสูง (Comprehensive and Flexible) เนื่องจากกล้อง AI จะช่วย NVR วิเคราะห์และแยกแยะคน/รถตั้งแต่หน้างาน


Motion Detection 2.0 (ค้นหาคน/รถย้อนหลัง): รองรับครบทุกช่องสัญญาณ


ฟังก์ชัน VCA (ตีเส้น/ตีกรอบเพื่อแจ้งเตือนบุกรุก): ปลดล็อกข้อจำกัดเป็น ครบทุกช่องสัญญาณ (All-channel VCA) (เช่น มีกล้อง AI 16 ตัว ก็ตั้งตีเส้นตีกรอบได้ทั้ง 16 ตัว)


ระบบจดจำใบหน้า (Face Recognition): ขยายการรองรับเป็นสูงสุด 4 ช่องสัญญาณ


ฟีเจอร์เสริม: สามารถใช้งานร่วมกับกล้องรุ่นที่รองรับการเปิดไฟกะพริบและส่งเสียงเตือนผู้บุกรุกที่หน้างานได้ทันที (Strobe light and audio warning)



คำแนะนำเพิ่มเติม

การใช้เครื่องบันทึกซีรีส์ VPro (AcuSeek NVR) สเปกคู่กับกล้อง Ultra Series (รุ่นรหัส DS-2CD3...) ที่มีฟังก์ชัน AcuSense ในตัว จะช่วยปลดล็อกให้คุณสามารถใช้งานฟีเจอร์ตีเส้น/ตีกรอบ (VCA) และการคัดกรองคนกับรถ ได้แบบ "เต็มระบบทุกช่องสัญญาณ (Full Channel)"

โดยไม่ถูกจำกัดโควตาไว้แค่ 4 ช่องอีกต่อไป


Q3: การทำ Face Recognition บน NVR รองรับได้กี่ใบหน้า


A:ระบบจดจำใบหน้า (Face Recognition) บน NVR with AcuSense รองรับจำนวนใบหน้าและประสิทธิภาพการทำงานดังนี้


ฐานข้อมูลใบหน้า (Face Library): รองรับการบันทึกรูปภาพใบหน้าได้สูงสุดถึง 10,000 รูปภาพ โดยสามารถแบ่งแยกย่อยได้สูงสุด 16 กลุ่มข้อมูล (Libraries)


ความเร็วในการประมวลผล: ระบบสามารถตรวจจับและเปรียบเทียบใบหน้าได้สูงสุดถึง 5 ใบหน้าต่อวินาที

ความคิดเห็น


bottom of page